Advertisment
บทความ
พูดภาษาจีนเบื้องต้น
การแสดงความเห็นด้วยในภาษาจีน
ทักทายในภาษาจีน
การกล่าวลาในภาษาจีน
การขอบคุณในภาษาจีน
การขอโทษในภาษาจีน
คำศัพท์ภาษาจีน
นาฬิกา ภาษาจีน
อาหารว่าง ภาษาจีน
เมนูเส้นอาหารไทย ภาษาจีน
เครื่องหมายจราจร ภาษาจีน
ฟัน ภาษาจีน 牙
ประเภทของสัตว์ ภาษาจีน
ร้านค้า ภาษาจีน002
ร้านค้า ภาษาจีน001
แพทย์ ภาษาจีน 医生
บริษัท ภาษาจีน
ภัยธรรมชาติ ภาษาจีน
ช่าง ภาษาจีน003
ช่าง ภาษาจีน002
ช่าง ภาษาจีน001
ร้าน ภาษาจีน 002
โรงงาน ภาษาจีน 工厂
โต๊ะ ภาษาจีน คำศัพท์ภาษาจีนโต๊ะ桌子
เรือภาษาจีน คำศัพท์ภาษาจีน
สารอาหาร ภาษาจีน 养分
เนื้อหมู ภาษาจีน คำศัพท์ภาษาจีนเกี่ยวกับเนื้อหมู
กฎหมาย ภาษาจีน 法律
คณิตศาสตร์ ภาษาจีน
เครื่องปรุงรส ภาษาจีน 调料
ของใช้สำนักงาน ภาษาจีน 办公用品
เครื่องมือช่างภาษาจีน
รูปทรง ภาษาจีน 形状
อาหาร ภาษาจีน
โรงพยาบาล ภาษาจีน
การเมือง ภาษาจีน
ไฟฟ้า ภาษาจีน
ทิศทาง ภาษาจีน
ธนาคาร ภาษาจีน
รถยนต์ยานภาหนะ ภาษาจีน
ลมฟ้าอากาศ ภาษาจีน
ฤดูกาล ภาษาจีน季节
เครื่องดนตรีภาษาจีน乐器
สัตว์ภาษาจีน动物
แม่น้ำภาษาจีน河
เครื่องใช้ไฟฟ้าภาษาจีน
ดอกไม้ภาษาจีน
นกภาษาจีน
ประเทศภาษาจีน
ธาตุภาษาจีน
กีฬาภาษาจีน
จังหวัดในไทยภาษาจีน
คำศัพท์ภาษาจีน วิชา
ห้องน้ำ ภาษาจีน卫生间
ยี่ห้อรถยนต์ ภาษาจีน
ร้านค้า ภาษาจีน
หน่วยวัด ภาษาจีน
ห้องนอน ภาษาจีน
ครอบครัว ภาษาจีน
ผลไม้ภาษาจีน
ผัก ภาษาจีน
อุปนิสัย ภาษาจีน
เขตปกครอง ภาษาจีน
อินเตอร์เน็ต ภาษาจีน
เสื้อผ้า ภาษาจีน
ภูมิประเทศ ภาษาจีน
ห้องเรียน ภาษาจีน
อารมณ์ความรู้สึก ภาษาจีน
ความปราถนา ภาษาจีน
ตัวเลขภาษาจีน
คำตรงกันข้าม ภาษาจีน
คำศัพท์ภาษาจีน ร่างกายมนุษย์
คำศัพท์ภาษาจีน ขนาดและปริมาณ
คำศัพท์ภาษาจีน สัตว์เล็กและแมลง
สี ภาษาจีน
คำศัพท์ภาษาจีน ศาสนา
คำศัพท์ภาษาจีน เครื่องดื่ม
คำศัพท์ภาษาจีน โรค
คำศัพท์ภาษาจีน ประกอบอาหาร
คำศัพท์ภาษาจีน อาชีพ
สนทนาภาษาจีนเบื้องต้น
คุณขับรถเป็นไหม
คุณมีน้องสาวไหม ภาษาจีน
ช่วงนี้คุณยุ่งไหม ภาษาจีน
พ่อคุณเป็นหมอใช่ไหม ภาษาจีน
คุณทำอาหารเป็นไหม ภาษาจีน
คุณมาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว ภาษจีน
คุณชอบฟังเพลงไหม ภาษาจีน
คุณชอบอ่านหนังสือไหม ภาษาจีน
คุณเล่นอินเตอร์เน็ตบ่อยไหม ภาษาจีน
พ่อคุณสุขภาพเป็นไงบ้าง ภาษาจีน
ฉันเป็นคนไทย ภาษาจีน我是泰国人
กิจกรรมนอกห้องเรียน ภาษาจีน课外活动
คุณเรียนที่ไหน ภาษาจีน
คุณชอบอาหารไทยไหม ภาษาจีน
เคยไปเมืองจีนไหม ภาษาจีน
เขามาจากที่ไหน ภาษาจีน
กี่โมงแล้ว ภาษาจีน
คุณจะไปไหน ภาษาจีน
นี่คืออะไร ภาษาจีน
คุณนับถือศาสนาอะไร ภาษาจีน
วันนี้คือวันอะไร ภาษาจีน
ยินดีที่รู้จัก ภาษาจีน
สบายดีไหม ภาษาจีน
คุณแต่งงานหรือยัง ภาษาจีน
คุณเป็นคนชาติไหน ภาษาจีน
บ้านคุณอยู่ที่ไหน ภาษาจีน
คุณทำงานอะไร ภาษาจีน
กินข้าวหรือยัง ภาษาจีน
บทสนทนาภาษาจีน
ปัญหาอินเตอร์เน็ต สนทนาภาษาจีน
ลดราคา ภาษาจีน 打折
ถ่ายรูป ภาษาจีน 拍照
แนะนำเพื่อน ภาษาจีน 介绍朋友
ฉันจะไปในตัวเมืองได้อย่างไร ภาษาจีน
คุณมีลูกไหม ภาษาจีน 你有孩子吗?
โทรศัพท์ ภาษาจีน 打电话
ซื้อของ ภาษาจีน
สั่งดอกไม้ ภาษาจีน
ต่อรองราคา ภาษาจีน
มาสาย ภาษาจีน迟到
จองโรงแรม ภาษาจีน
ซื้อตั๋วเครื่องบิน ภาษาจีน
สั่งอาหาร ภาษาจีน
ไปแท็กซี่ ภาษาจีน
ฉันหิวแล้ว ภาษาจีน
ฉันเริ่มอ้วน ภาษาจีน
นัดหมอ ภาษาจีน
ไปดูหนัง ภาษาจีน
สุขสันวันเกิด ภาษาจีน
เปิดบัญชีธนาคาร ภาษาจีน
จ่ายบิล ภาษาจีน
แลกเปลี่ยนเงินภาษาจีน换钱
คุณมีแฟนแล้วหรือยัง ภาษาจีน
คุณชอบเพลงแนวไหน ภาษาจีน
ถามทาง ภาษาจีน 询问方向
ฉันเป็นนักเรียน我是一个学生
ไปห้องสมุด ภาษาจีน去图书馆
อุบัติเหตุรถยนต์ ภาษาจีน 车祸
เป็นหวัด ภาษาจีน 感冒
ชวนสาวออกเดท ภาษาจีน
ไปเรียนต่างประเทศ ภาษาจีน
เรียนอยู่ปีอะไร ภาษาจีน
ว่ายน้ำ ภาษาจีน
คุณมาจากไหน ภาษาจีน
เพื่อนบ้าน ภาษาจีน
ของขวัญวันเกิด ภาษาจีน
ทำความสะอาด ภาษาจีน
ชวนไปทานข้าว ภาษาจีน
ถามอายุ ภาษาจีน
ประโยคภาษาจีนที่ใช้บ่อย
ประโยคแลกเปลี่ยนเงิน ภาษาจีน
ภาษาจีนสำหรับร้านซักรีด
ประโยคภาษาจีน สำหรับธนาคาร ภาษาจีน
คุยเรื่องกีฬาภาษาจีน
พูดคุยเรื่องภาษา ภาษาจีน
ภาษาจีนคุยเรื่องผลไม้
ภาษาจีนที่สถานีรถไฟ
ภาษาจีนสำหรับการเช่าห้อง
ภาษาจีนสำหรับ ร้านแกฟ
ภาษาจีนสำหรับบนเครื่องบิน
ภาษาจีนสำหรับใช้ที่ด่านศุลกากร海关
ภาษาจีนที่ใช้กับแท็กซี่出租车
ภาษาจีนสำหรับใช้ที่ สนามบิน 机场
ภาษาจีนสำหรับถามทาง问路
ประโยคความรักภาษาจีน 爱情
ภาษาจีนสำหรับพูดเรื่องสภาพอากาศ 天气
ภาษาจีนสำหรับโรงแรม 饭店
ภาษาจีนสำหรับการนัดหมาย约会
ประโยคภาษาจีน เจ็บป่วย生病
ประโยคภาษาจีน เวลา 时间
ประโยคภาษาจีน ไปหาหมอ 看医生
ภาษาจีน สำหรับขอความช่วยเหลือ 寻求帮助
ภาษาจีนสำหรับคุยโทรศัพท์ 打电话
ประโยคภาษาจีน ฟังเพลง 听音乐
ประโยคภาษาจีน นอน 睡觉
ประโยคภาษาจีน ดูทีวี看电视
ประโยคภาษาจีน ตื่นนอน起床
ประโยคภาษาจีน ดูหนัง 看电影
ประโยคภาษาจีนกินข้าว吃饭
ประโยคคำถาม ภาษาจีน
ประโยคภาษาจีนที่ใช้บ่อย 100 ประโยค
พินอิน
นิทานอีสปภาษาจีน
หนูนากับหนูบ้าน 田鼠与家鼠
สิงโตกับกระต่าย狮子和兔
พระอาทิตย์แต่งงาน太阳结婚
หมอกับคนไข้ 医生与病人
ชาวนากับนกอินทรี农夫与鹰
เพื่อนเกลอกับหมี 朋友与熊
ลมกับพระอาทิตย์ 风与太阳
กาดื่มน้ำ 乌鸦喝水
หนูกับกบ老鼠与青蛙
ชาวนากับงูเห่า农夫与蛇
ไก่ได้พลอย公鸡和宝玉
กระต่ายกับเต่า乌龟与兔
กากับงู 乌鸦与蛇
หมาป่ากับคนเลี้ยงแกะ狼与牧羊人
หมาป่ากับลูกแกะ狼与小羊
วัวกับกบ牛和蛙
การประชุมของหนู老鼠开会
สิงโตกับปลาโลมา狮子和海豚
สิงโตแก่กับสุนัขจิ้งจอก老狮子与狐狸
ชาวนากับสุนัข农夫和狗
สิงโตกับชาวนา狮子与农夫
คนเลี้ยงแกะกับแกะ牧羊人与羊
สิงโตกับกระต่าย狮子和兔
แมวกับพ่อไก่猫和公鸡
ยุงกับสิงโต蚊子与狮子故事
ลากับม้า驴子和马
กากับสุนัข乌鸦与狗
กากับลา乌鸦和羊
ฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิ冬天与春天
คนไข้กับหมอ病人与医生故事
ไวยากรณ์จีน
การใช้一点儿กับ有点儿
การใช้ 认为 กับ 以为
การใช้ 就
คำกริยา ภาษาจีน
ชนิดของคำในภาษาจีน
คำบุพบท介词
คำคุณศัพท์形容词
คำกริยาวิเศษณ์fùcí副词
รู้ภาษาจีน
ป้านเตือนระวัง ภาษาจีน
ถามอายุ ภาษาจีน
ถามชื่อ ภาษาจีน
HSKการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน Hanyu Shuiping Kaoshi (HSK)
ลอยกระทงภาษาจีน水灯节
เทศกาลสงกรานต์ภาษาจีน宋干节
บอกเวลาภาษาจีน
วันในภาษาจีน
เดือนในภาษาจีน
กินข้าวหรือยัง ภาษาจีน
เรียงความภาษาจีน
ปู่ของฉัน ภาษาจีน
สัตว์ที่ฉันชอบ ภาษาจีน
ความฝันของฉัน ภาษาจีน
ฉันอยากเป็นครู ภาษาจีน
พ่อของฉัน เรียงความภาษาจีน
ชีวิตในโรงเรียนของฉัน เรียงความภาษาจีน
ห้องนอนของฉัน เรียงความภาษาจีน
ฉันชอบว่ายน้ำ เรียงความภาษาจีน
ขําขัน ภาษาจีน 笑话
ดอกไม้สำหรับภรรยา给妻子的玫瑰
เต่าสามตัว三只乌龟
ทำไมไม่หัวเราะ为什么不笑
ถามทาง问路
คุณหมอ医生
พ่ออายุ5ขวบ爸爸五岁了
คำถามวันเกิด生日问题
ผมสอนคุณครู我教老师
คำอวยพรภาษาจีน
อวยพรวันเกิด ภาษาจีน
แบบทดสอบภาษาจีน
ทดสอบคำศัพท์ภาษาจีน3
ทดสอบคำศัพท์ภาษาจีน2
ทดสอบคำศัพท์ภาษาจีน1
ตัวช่วยภาษาจีน
ตัวพินอิน
แปลงตัวเต็มให้เป็นตัวย่อภาษาจีน
แปลงตัวอักษรจีนเป็นพินอินด้วยgoogle translate
ฟอนต์ภาษาจีน
แนะนำตัวภาษาจีน
แนะนำตัวภาษาจีนอย่างง่าย
แนะนำตัวเองภาษาจีน002 自我介绍
แนะนำตัวเองภาษาจีน001 自我介绍
ภาษาจีนธุรกิจ
แนะนำสินค้า ภาษาจีน产品介绍
การรับประกัน(สินค้า) ภาษาจีนธุรกิจ保证
สัญญา ภาษาจีนธุรกิจ 合同
ภาษาจีนการโรงแรม
จองห้องพัก ภาษาจีนการโรงแรม 预订房间
ประตูทางเข้าโรงแรม ภาษาจีนเพื่อการโรงแรม在门口
บริการโทรเรียกปลุก ภาษาจีนเพื่อการโรงแรม唤醒服务
เบลบอย ภาษาจีนเพื่อการโรงแรม门童
เช็คเอาท์ ภาษาจีนการโรงแรม结帐
สิ่งมหัศจรรย์โลก ภาษาจีน
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน ภาษาจีน 巴比伦的空中花园
สนามกีฬากรุงโรม ภาษาจีน 罗马斗兽场
หอไอเฟล ภาษาจีน 埃菲尔铁塔
หอเอนปิซ่า ภาษาจีน 比萨斜塔
กำแพงเมืองจีน ภาษาจีน长城
สถานที่ท่องเที่ยวไทย ภาษาจีน
วัดพระสิงห์วรวิหาร ภาษาจีน 菩辛寺
พระบรมมหาราชวัง ภาษาจีน黎明寺
ศาลพระพรหมเอราวัณ ภาษาจีน 四面佛
พระบรมมหาราชวัง ภาษาจีน大皇宫
วัดพระสิงห์ เชียงราย ภาษาจีน 帕辛寺
สามเหลี่ยมทองคำ ภาษาจีน 金三角
วัดพระธาตุดอยสุเทพ ภาษาจีน素贴寺
เกาะพีพี ภาษาจีน 皮皮岛
บ่อจระเข้ ภาษาจีน鳄鱼潭
วัดพระแก้ว ภาษาจีน玉佛寺
พัทยา ภาษาจีน芭堤雅
หาดป่าตอง ภาษาจีน 巴东海滩
ภูเก็ต ภาษาจีน 普吉岛
วัฒนธรรมจีน
เทศกาลเช็งเม้ง清明节
เทศกาลโคมไฟ-元宵节ภาษาจีน
เทศกาลตวนอู่-ภาษาจีน端午节
เทศกาลวันแห่งความรักจีน-ภาษาจีน
เทศกาลไหว้พระจันทร์-ภาษาจีน
春节เทศกาลตรุษจีน (ภาษาจีน)
วันไหว้พระจันทร์
เทศกาลวันเช็งเม็ง
เทศกาลตรุษจีน
首都เมืองหลวงของจีน
国徽สัญลักษณ์แห่งชาติจีน
国歌 เพลงชาติจีน
国旗 ธงชาติจีน
วัดไทย ภาษาจีน
รอบรู้เมืองจีน
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ Big Wild Goose Pagoda
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
สุสาน 13 กษัตริย์
วันหยุดของประเทศจีน
ลัทธิเต๋า
เหม๋าเจ๋อตุง
ขงจื้อ
จิ๋นซีฮ่องเต้
ระบบการศึกษาของประเทศจีน
ธงชาติจีน
พระราชวังฤดูร้อน อี้เหอหยวน
เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือจีนมุสลิม
จัตุรัสเทียนอันเหมิน
พระราชวังต้องห้าม กู้กง
เปาบุ้นจิ้น
กําแพงเมืองจีน
บทความทั่วไป
เรซูเม่ ภาษาจีน
ประเทศจีน
พรรคคอมมิวนิสต์ของจีน中国共产党
คณะกรรมการกลางทหารจีน中央军事委员会
รัฐสภาจีน国务院
ภาพรวมของระบบสถาบันชาติจีน国家机构体系概述
บทความความรักภาษาจีน
穷学生的爱情
爱上一个人的7个预兆
爱情宣言
为什么要分手
没有钱的爱情能爱多久
爱一个人
今天特别想你
真爱在哪里
你的生日
让试婚决定爱情
送人玫瑰 手有余香
熟悉而又陌生的
你的爱情标准是什么
อาหารไทย ภาษาจีน
ผัดไทย ภาษาจีน 泰式炒面
ต้มยำกุ้ง ภาษาจีน泰式冬阴功汤
ยำหมึก泰式凉拌花枝
แนะแนวภาษาจีน
10 เคล็ดลับเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผล
ปัจจัยช่วยเรียนภาษาจีนให้ได้ผล
ความได้เปรียบของคนไทยในการเรียนภาษาจีน
อาหารญี่ปุ่นเป็นภาษาจีน
โมจิญี่ปุ่น ภาษาจีน 日式麻糬
บะหมี่ญี่ปุ่น ภาษาจีน日式凉面
ซุปมิโซะเต้าหู้เห็ด ภาษาจีน日式豆腐蘑菇酱汤
เทมเทมปุระกุ้ง ภาษาจีน日式炸虾
ซุปหัวหอมญี่ปุ่น ภาษาจีน 日本洋葱汤
ภาษาจีนเพื่องานวิศวกรรมและอุตสาหกรรม

เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือจีนมุสลิม

อ่าน 5108

             เจิ้งเหอ (Zheng He หรือ Cheng Ho) (ค. ศ.1371-1433) เป็นผู้บัญชาการกองเรือมหาสมบัติของจีนสมัย ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) การเดินเรือสำรวจทางทะเลในระยะเวลา 28 ปีของเจิ้งเหอ ประกอบด้วยกองเรือกว่า 300 ลำ ลูกเรือเกือบ 28,000 ชีวิต ออกสำรวจทางทะเลรวม 7 ครั้ง เดินทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตร ท่องต่างแดนมากกว่า 30 ประเทศจากทะเลจีนใต้ไปจนถึงชายฝั่งตะวันออกของอาฟริกา เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 1405 (พ.ศ.1948) ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทองปกครองกรุงศรีอยุธยา สิ้นสุดในปีค.ศ.1433 (พ.ศ.1976) พร้อมกับการเสียชีวิตของเจิ้งเหอ 
         กองเรือมหาสมบัติของจีนเคยติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาด้วย กาวิน แมนซี (Gavin Menzies) อดีต ทหารเรือชาวอังกฤษ เสนอทฤษฎีว่า ในการเดินเรือครั้งหนึ่งของเจิ้งเหอ เขาน่าจะไปไกลถึงทวีปอเมริกา ซึ่งหากเป็นจริง เขาก็จะเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัสเกือบร้อยปี
ภูมิหลังเจิ้งเหอ 
        เจิ้งเหอ เป็นคน ชนชาติหุย แซ่หม่า (มาจากคำภาษาอาหรับว่า มุฮัมหมัด) ซึ่งเป็นแซ่ของ ชาวหุย ส่วนใหญ่ เดิมชื่อ หม่าเหอเกิดในครอบครัวมุสลิม ที่เมืองคุนหยาง มณฑล ยูนนาน ซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายของกองทัพมองโกล และพวกที่ภักดีต่อมองโกลทางตอนใต้ของประเทศจีนที่ราชวงศ์หมิงยังยึดไม่ได้ใน สมัยนั้น เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1371 (พ.ศ.1914) ในต้นราชวงศ์หมิง เป็นลูกหลานชั้นที่หกของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร (Sayyid Ajjal Shams al-Din Omar) แม่ทัพของกองทัพมองโกล จากบุคอรอ เอเชียกลาง (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน) ซึ่งเป็นผู้ปกครองมณฑลเสฉวนและยูนนานผู้ลือนาม เจิ้งเหอมีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 1 คน และน้องสาว 3 คน บิดาของเจิ้งเหอมีนามว่า หม่าฮายี หรือ ฮัจญีหม่า (Ma Hazhi หรือ Ma Haji) ทั้ง พ่อและปู่ของเจิ้งเหอได้ไปทำพิธีฮัจญ์ในมักกะฮ สันนิษฐานจากคำนำหน้าชื่อว่า ฮายี จึงได้พบเห็นผู้คนจากทุกสารทิศ และต้องเล่าเรื่องนี้แก่เจิ้งเหออย่างแน่นอน
        เมื่อหม่าเหออายุได้ 11 ปี ตรงกับช่วงที่กองทัพของ จูหยวนจาง หรือ จักรพรรดิ หมิงไท่จู่ (ชื่อรัชกาล หงอู่) ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์หมิง นำกำลังทัพเข้ามาปราบปรามที่มั่นสุดท้ายของพวกเชื้อสายมองโกลที่ยังหลงเหลือ อยู่ที่ยูนนาน และยึดครองยูนนานเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรหมิงได้สำเร็จในปีค.ศ.1382 ในเวลานั้นเด็กชายหม่าเหอผู้มีเชื้อสายจากเอเชียกลาง ถูกจับกลับไปยังเมืองหลวง และถูกตอนเป็นขันทีมีหน้าที่รับใช้เจ้าชายจูตี้
       หม่า เหอมีความสามารถสูง เฉลียวฉลาด ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง กระทั่งต่อมาได้กลายเป็นแม่ทัพคู่ใจของเจ้าชายจูตี้ ในการทำศึกรบพุ่งกับกองทหารมองโกลทางตอนเหนือ และการยกทัพเข้ายึดนครนานจิง ช่วงชิงราชบัลลังก์จากพระราชนัดดาคือ จักรพรรดิ หมิงฮุ่ยตี้ (ชื่อรัชกาล เจี้ยนเหวิน) ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากหมิงไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง หม่าเหอมีส่วนสำคัญช่วยให้จูตี้ได้รับชัยชนะขึ้นสู่บัลลังก์เป็นจักรพรรดิ หมิงเฉิงจู่ (ค.ศ.1403-1424) จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง มีชื่อรัชกาลว่า หย่งเล่อ ในปีค.ศ.1404 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ตั้งให้หม่าเหอเป็นหัวหน้าขันที และพระราชทานแซ่เจิ้งให้ เรียกว่า เจิ้งเหอ แต่ชื่อที่รู้จักกันดีก็คือ ซันเป่ากง หรือ ซำปอกง ตาม บันทึกในประวัติศาสตร์จีน เจิ้งเหอมีรูปร่างสูงใหญ่กว่า 7 ฟุต น้ำหนักเกิน 100 กก. ท่วงท่าเดินสง่าน่าเกรงขามเหมือนราชสีห์ น้ำเสียงกังวานมีพลัง
       ภาย หลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ได้เพียงปีเดียว จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ก็มีบัญชาให้สร้างกองเรือสินค้า เรือรบ และเรือสนับสนุน เพื่อไปเยือนเมืองท่าต่างๆ ในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นกองเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติจีนและของโลก ในยุคนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าและเครื่องราช บรรณาการจากรัฐต่างๆ อันจะสร้างความมั่งคั่งให้กับราชสำนักหมิง และความสันติสุขในบรรดาประเทศทางตอนใต้ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงต้องการออกไปตามหาจักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้ พระราชนัดดา ที่ร่ำลือกันว่าได้ทรงปลอมเป็นพระหลบหนีออกจากวังไปได้ในระหว่างที่พระองค์ ยกทัพเข้ายึดนครนานจิง โดยทรงเชื่อว่าพระราชนัดดาได้หลบหนีไปทางทะเลจีนใต้
       ทั้งนี้ จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้กับเจิ้งเหอ ในการควบคุมการก่อสร้างกองเรืออันยิ่งใหญ่ และเป็นแม่ทัพผู้บัญชาการสูงสุด ออกสมุทรยาตราไปบนผืนท้องสมุทร ในฐานะที่เป็นตัวแทนแห่งองค์จักรพรรดิมังกร การเดินทางสำรวจทางทะเลของเจิ้งเหอถูกบันทึกไว้โดย มุฮัมหมัด หม่า ฮวน หรือ มุฮัมหมัด ฮาซัน หนุ่ม จีนมุสลิม จากชนชาติหุย ชนชาติเดียวกับเจิ้งเหอ เขาสามารถพูดภาษาอาหรับได้ และเป็นล่ามให้เจิ้งเหอ เขาบันทึกการสำรวจทะเลของเจิ้งเหอในหนังสือชื่อ ยิงใยเช็งลันหรือ การสำรวจชายฝั่งมหาสมุทร (Ying yai sheng lan หรือ The Overall Survey of the Ocean's Shores)
เส้นทางเดินเรือ 
       เส้นทางเดินเรือของเจิ้งเหอเริ่มต้นที่นครนานจิง จากนั้นแวะไปยังเมืองเหล่านี้คือ จามปา (Champa ตอนกลางของเวียดนาม) กัมพูชา (Cambodia กัมพูชา) สยาม (Siam ประเทศไทย) มะละกา (Malacca มาเลเซีย) ปาหัง (มาเลเซีย) กลันตัน (Kelantanมาเลเซีย) บอร์เนียว (Borneo เกาะบอร์เนียว หรือกาลิมันตัน) มัชฌปาหิต (Majapahit อาณาจักรฮินดูบนเกาะชวา อินโดนีเซีย) ซุนดา (Sunda เกาะชวา อินโดนีเซีย) ปาเล็มบัง (Palembang เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย) เซมูดารา (Semudara เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย) Aru (อินโดนีเซีย) แลมบรี (Lambri อินโดนีเซีย) Lide (อินโดนีเซีย) Batak (อินโดนีเซีย) ศรีลังกา (Ceylon) มัลดีฟส์ (Maldives มัลดีฟส์) กาลิกัท (Calicut อินเดีย) คีลอน (Quilon อินเดีย) มะละบาร์ (Malabar อินเดีย) ฮอร์มุซ (Hormuzเปอร์เซีย ปัจจุบันอยู่ใน อิหร่าน) โดฟา (Dhofar) เอเดน (Aden เยเมน) ซานา (Sana) มักกะฮฺ (Mecca ซาอุดิอารเบีย) มากาดิซู (Magadishu) บราวา (Brawa โซมาเลีย) มาลินดิ (Malindi เคนยา)
เปรียบเทียบกองเรือของเจิ้งเหอกับกองเรือของนักสำรวจชาวตะวันตก
       เรือมหาสมบัติ หรือ เป่าฉวน อันเป็นเรือธงของเจิ้งเหอนั้น ตามบันทึกในสมัยราชวงศ์หมิงระบุว่า มีขนาดความยาวถึงลำละ 400 ฟุต กว้าง 160 ฟุต มี 9 เสากระโดงเรือ ในขบวนกองเรือประกอบไปด้วยเรือเสบียง เรือกำลังพล เรือรบ ฯลฯ รวมกว่า 300 ลำ ลูกเรือเกือบ 28,000 ชีวิต
       หากนำเรือมหาสมบัติของจีนมาเปรียบเทียบกับเรือ ซานตา มาเรีย (Santa Maria) หรือเรือธงของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส(Christopher Columbus) นัก เดินเรือชาวอิตาลี ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบโลกใหม่คือทวีปอเมริกา ในปี ค.ศ.1492 ซึ่งห่างจากปีที่กองเรือของเจิ้งเหอออกสำรวจมหาสมุทรครั้งแรกถึง 87 ปี เรือซานตา มาเรียของโคลัมบัส วีรบุรุษผู้ค้นพบโลกใหม่ ยังเล็กกว่าเรือมหาสมบัติของจีนถึง 4 เท่า โดยมีความยาวเพียง 85 ฟุต กว้าง 20 ฟุต มีกองเรือติดตาม 3 ลำ และลูกเรือ 87 คน
       ต่อมาในปี ค.ศ.1498 วาสโก ดา กามา (Vasco Da Gama) นัก เดินเรือชาวโปรตุเกส ได้ล่องเรืออ้อมแหลมกูดโฮปที่อาฟริกาใต้มาจนถึงชายฝั่งตะวันออก ระหว่างการเดินเรือไปยังอินเดียได้เป็นผลสำเร็จ กองเรือของเขาก็มีความยาวเพียง 85-100 ฟุต และลูกเรือ 265 คนเท่านั้น และในปี ค.ศ.1521 เฟอร์ดินันด์ แมคแจลลัน (Ferdinand Magallan) นัก เดินเรือชาวโปรตุเกส เดินเรือมาถึงทะเลจีนใต้ ด้วยการเดินเรือมาทางตะวันตกเป็นครั้งแรก กองเรือของเขามีความยาวเพียง 100 ฟุต และมีลูกเรือเพียง 160 คน เท่านั้น
สินค้าและเครื่องบรรณาการ 
       กอง เรือมหาสมบัติบรรทุกสินค้าเลื่องชื่อของจีน เช่น กระเบื้องลายคราม ผ้าไหม เครื่องเขิน และสิ่งของมีค่าต่างๆ เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างแดนที่ประเทศจีนต้องการ เช่น งาช้าง นอแรด กระดองกระ ไม้หายาก เครื่องหอมเช่น กำยาน ยา ไข่มุก และหินมีค่าต่างๆ พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการจากผู้ครองดินแดนต่างๆ กลับมาถวายแด่องค์จักรพรรดิที่นครนานจิง นอกจากนี้ยังนำสัตว์ต่างถิ่น เช่น สิงโต เสือดาว นกกระจอกเทศ ม้าลาย และยีราฟ (โดยบอกว่าเป็น กิเลน สัตว์มงคลในเทพนิยายจีน) กลับไปถวายด้วย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบมาก และกลายเป็นของแปลกและน่าตื่นเต้นสำหรับชาวจีนที่พบเห็นเป็นครั้งแรก
       ที่เมืองท่าของอาหรับ ชาวจีนมีความสนใจด้านยาและการบำบัดโรคของชาวอาหรับเป็นพิเศษกว่าอย่างอื่น หลังจากมีการพิมพ์หนังสือทางการแพทย์อาหรับในประเทศจีนที่ชื่อว่า หุยเหยาฟัง หรือ ตำรับยาชาวหุย หรือ ตำรับยาชาวจีนมุสลิม (Hui yao fang) ชาวจีนได้แลกเปลี่ยนผ้าไหมและเครื่องลายครามของตน กับสินค้าของพ่อค้าอาหรับดังต่อไปนี้คือ
1. ว่านหางจระเข้ ซึ่งใช้สำหรับทำความสะอาดและเป็นยาบำรุงกำลัง
2. myrrh เป็นยางไม้มีกลิ่นหอม เป็นยากันบูดของชาวอียิปต์โบราณ ที่ชาวจีนเชื่อว่าทำให้เลือดไหลเวียนดี ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น
3. benzoin ยางไม้เหนียวกลิ่นหอมช่วยให้หายใจสะดวก
4. storax ยาแก้อักเสบ
5. mubietzi ยาสมุนไพรแก้แผลเปื่อย
ลักษณะกองเรือมหาสมบัติ 
       เรือมหาสมบัติ ต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือหลงเจียง (Longjiang) เมือง นานจิง อดีตเมืองหลวงอันเก่าแก่ของจีน การต่อเรือไม้ที่หลงเจียงเริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งตัวลำเรือ และฝากั้นช่องเรือมีระยะห่างเป็นระเบียบเท่าๆ กัน ตัวลำเรือถูกปิดด้วยแผ่นกระดานรูปตัดทางยาวที่วางเหลื่อมกันเป็นชั้นๆ เสากระโดงจะถูกวางอย่างมั่นคงอยู่บนหัวเรือ เรียกว่า 'mao tan' (หรือ แท่นบูชาสมอเรือ) แผ่นกระดานถูกตอกหมันเรือให้ยึดกันไว้ด้วยเส้นใยปอกระเจา และใช้ปูนขาวและน้ำมันตังอิ๋วชโลมซ้ำเข้าไปอีกที ตะปูเหล็กที่ใช้ตอกแผ่นกระดานก็ถูกชโลมน้ำมันด้วยเพื่อป้องกันสนิมที่จะ ทำลายใยไม้
       ส่วนผสมของน้ำมันตังอิ๋วนั้นเริ่มแรกต้องเคี่ยวบนไฟให้งวด และแข็งตัวพอสมควรเพื่อชโลมกันน้ำรั่วซึมตัวเรือ ซึ่งชาวจีนรู้จักใช้สิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในขณะที่เรือที่แล่นในมหาสมุทรอินเดียโดยทั่วไปสมัยนั้น ใช้โคลนและมันหมูในการยึดแผ่นกระดานเรือเข้าด้วยกัน เมื่อใช้ไปนานๆ แผ่นกระดานเรือจะแยกออกจากกัน ทำให้เรือรั่วเสียหายได้ง่าย
       เสากระโดงเรือสำเภาของจีนโดยทั่วไปจะทำมาจากไม้เฟอร์ (fir) ที่แข็งแรง ไม้ shanmu ไม้ที่ใช้ทำตัวเรือและฝากั้นช่องในเรือทำจากต้นเอล์ม (elm) ไม้การบูร ไม้ sophora หรือไม้ nanmu ซึ่งเป็นไม้สนซีดาร์ (cedar) ชนิดพิเศษจากมณฑลเสฉวน (Sichuan) หางเสือทำจากไม้ต้นเอล์ม ส่วนคันหางเสือหรือพังงาทำมาจากไม้โอ๊ค กรรเชียงเรือทำมาจากไม้เฟอร์ ไม้ juniper ซึ่งเป็นไม้จำพวกสน และไม้ catalpa
       อู่ต่อเรือที่หลงเจียงแบ่งห้องเก็บของเป็น 10 แถวๆ ละ 60 ห้อง ซึ่งใช้สำหรับเก็บวัสดุที่ใช้สำหรับต่อเรือของกองเรือมหาสมบัติ ซึ่งมีทั้งแผ่นกระดานจากซากเรือเก่าๆ ที่กู้ขึ้นมาด้วย
       เรือเหล่านี้มีหัวเรือเรียว แหลมราวกับมีด ที่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมขนาดใหญ่ได้ ส่วนตัวเรือจะบานออกมีดาดฟ้ายื่นออกมา กระดูกงูเรือออกแบบเป็นรูปตัววี (V) เพื่อ ให้เรือไม่โคลง หัวเรือสูง เรือมี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดบรรจุด้วยหินและดินเพื่อถ่วงน้ำหนักของเรือไม่ให้โคลง ชั้นที่สอง สำหรับเป็นที่พักลูกเรือและห้องเก็บของ ชั้นที่สามเป็นครัวกลางแจ้ง ห้องอาหารและหอบังคับการเดินเรือ ชั้นที่สี่เป็นชั้นสำหรับกองปฏิบัติการเดินเรือ หัวเรือมีความแข็งแรงมากและถูกใช้สำหรับดันเรือเล็ก นอกจากนี้ได้ออกแบบมาเพื่อให้ต้านทานแนวปะการังซึ่งมีอยู่มาก และทำอันตรายต่อเรือมานักต่อนักแล้วในแถบทะเลจีนใต้
       ความแข็งแกร่งของเรือมหาสมบัติส่วนหนึ่ง มาจากการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ของชาวจีนเอง ช่องตรงกราบเรือใช้ลำไผ่หลายต้นอัดเข้าไปเพื่อกันน้ำรั่วซึม เรือมหาสมบัติได้ออกแบบหางเสือให้มีดุลยภาพและสามารถยกขึ้นหรือลงได้ ทำให้เรือทรงตัวได้ดีขึ้นเหมือนเป็นกระดูกงูเรืออีกอันหนึ่ง หางเสือชนิดพิเศษที่ทำให้เรือทรงตัวดีขึ้นนี้ถูกวางไว้หัวเรือ เพื่อทำให้เรือลำใหญ่ๆ เหล่านี้ถือหางเสือได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ชาวยุโรปรู้จักใช้การแบ่งกราบเรือเป็นช่องและหางเสือที่มีดุลยภาพ นี้ในราวตอนปลายศตวรรษที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19
       เรือมหาสมบัติมีเสากระโดงเรือ 9 ต้น ใบเรือเป็นรูปสี่เหลี่ยมทำด้วยผ้าไหม 12 ใบ ทำให้ใช้ประโยชน์จากแรงลมได้ดีที่สุดและมีความเร็วกว่าเรือสำเภาปกติของจีน ทั้งๆ ที่เรือมหาสมบัติที่บรรทุกปืนใหญ่ 24 กระบอกที่มีความยาวกระบอกละ 8-9 ฟุต นี้ไม่ได้ถือเป็นเรือรบ และไม่มีดาดฟ้าเรือใหญ่ๆ เพื่อการต่อสู้ ในทางกลับกัน เรือมหาสมบัติถูกออกแบบมาให้เป็นเรือที่หรูหรา มีห้องโถงใหญ่สำหรับไว้ต้อนรับอาคันตุกะของพระจักรพรรดิ ห้องโถงที่มีหน้าต่างและแบ่งเป็นช่องๆ ประดับประดาด้วยระเบียงและราวซี่ลูกกรงที่สวยงาม ที่เก็บสินค้าในเรือเต็มไปด้วยผ้าไหมราคาแพงและเครื่องลายครามสำหรับแลก เปลี่ยนกับประเทศต่างแดน
       ตัวลำเรือได้รับการแกะสลักและวาดลวดลายอย่างงดงาม บริเวณหัวเรือถูกประดับด้วยหัวสัตว์ และวาดลวดลายเป็นตามังกร ตัวลำเรือวาดลวดลายมังกรและนกอินทรีเพื่อความเป็นสิริมงคล บริเวณท้องเรือบรรจุด้วยปูนขาว ผ้าสักหลาดมีขนข้างเดียวถูกเก็บไว้บริเวณแนวเรือที่ขนานกับน้ำทะเล ในจำนวนเรือ 317 ลำนั้นไม่แน่ว่าจะมีเรือขนาดใหญ่กี่ลำที่พระจักรพรรดิสั่งให้ต่อที่นานจิง ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปีค.ศ.1405 ดังที่ Lou Maotang นักประพันธ์ชาวจีนเคยตั้งข้อสังเกตไว้ใน San Bao taijian Xiyang ji tongsu yanyiวรรณกรรม ที่เขาประพันธ์ขึ้นในศตวรรษที่ 16 เกี่ยวกับสมุทรยาตราของเจิ้งเหอว่า ในกองเรือมหาสมบัติอาจมีเรือขนาดใหญ่เพียง 4 ลำ คือสำหรับแม่ทัพเจิ้งเหอ และรองแม่ทัพของเขาเท่านั้น
       จากรายงาน ทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า กองเรือมหาสมบัติประกอบด้วยเรืออีกหลายชนิดและหลายขนาด เรือขนาดใหญ่รองลงมาจาก เรือมหาสมบัติ คือ เรือบรรทุกม้า ที่มีเสากระโดงเรือ 9 ต้น มีขนาดยาว 339 ฟุตและกว้าง 138 ฟุต เรือเหล่านี้ใช้บรรทุกม้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าระดับประเทศ นอกจากนี้ สินค้าของวังหลวงและวัสดุก่อสร้างนั้น เป็นสิ่งจำเป็นในการซ่อมแซมเรือกลางมหาสมุทร
       นอกจากนี้มี เรือบรรทุกสัมภาระ ที่ มีเสากระโดงเรือ 7 ต้น มีความยาวของตัวเรือ 257 ฟุตและกว้าง 115 ฟุต เป็นเรือบรรทุกอาหารสำหรับลูกเรือที่มีจำนวนมากถึง 28,000 คนในการสำรวจบางครั้ง เรือขนาดเล็กลงมาเป็น เรือลำเลียงทหาร ซึ่งมีเสากระโดงเรือ 6 ต้น ลำตัวเรือยาว 220 ฟุตและกว้าง 83 ฟุต ใช้ในการขนส่งกองทหาร นอกจากนี้ยังมีเรือรบ 2 แบบ แบบแรก มีเสากระโดงเรือ 5 ต้น ขนาดตัวเรือยาว 165 ฟุต ส่วนแบบที่สองจะเล็กกว่าแต่แล่นใบเร็วกว่าจะมีความยาว 120-128 ฟุต ไว้จัดการกับโจรสลัดในท้องทะเล
       มีการสร้างถังบรรจุน้ำขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับลูกเรือของ กองเรือมหาสมบัติใช้ดื่มกินเป็นระยะเวลา 1 เดือนหรือมากกว่า ซึ่งถือเป็นกองทัพเรือรายแรกของโลกที่มีการเตรียมการณ์พร้อมเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติกองเรือจะพยายามหยุดที่ท่าเรือทุกๆ 10 วันเพื่อเติมน้ำ ซึ่งคาดว่าในการสำรวจทะเลครั้งใหญ่ต่อๆ มา คงแวะประมาณ 20 ครั้งหรือมากกว่า
การสื่อสารในกองเรือ 
       การ สื่อสารในท้องทะเลระหว่างเรือลำต่างๆ ของกองเรือมหาสมบัติทำได้ด้วยระบบเสียงและแสงที่ประณีตมาก เรือทุกลำจะมีธงใหญ่หนึ่งผืน ระฆังเตือนสัญญาณ ธงสีต่างๆ 5 ผืน กลองใหญ่ 1 ลูก ฆ้องหลายลูก และโคมไฟ 10 อัน สัญญาณเสียงใช้เพื่อออกคำสั่งบนเรือ ใช้กลองในการเตือนเรือลำอื่นๆ สำหรับหลบภัยจากพายุ ใช้โคมไฟเป็นสัญญาณยามค่ำคืนหรือยามอากาศขมุกขมัว ใช้นกพิราบสำหรับการสื่อสารทางไกล เรือแต่ละลำจะปักธงสัญญาณสีต่างๆ กันเพื่อแยกความแตกต่าง และธงดำที่มีตัวอักษรขาวจะบ่งบอกว่าเรือลำนั้นอยู่ในกองใด หมวดใด
การบัญชาการในกองเรือและขบวนลูกเรือ 
       ใน กองเรือนอกจากมีมหาขันทีเจิ้งเหอผู้เป็นผู้บัญชาการกองเรือแล้ว มีขันทีอีก 7 คนเป็นตัวแทนของพระจักรพรรดิและเป็นคณะทูตของประเทศ ขันที 10 คนเป็นผู้ช่วยฑูต และขันทีอีก 52 คนทำงานด้านอื่น การบัญชาการทัพเรือยังมีนายพลเรือ 2 นาย ดูแลกองเรือทั้งหมด มีผู้บังคับกองพล 93 นาย ผู้บังคับกองพัน 104 นาย และผู้บังคับกองร้อย 103 นาย
       กัปตันเรือแต่ละลำได้รับการแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิและมีอำนาจที่จะ สั่งเป็นสั่งตายได้ เพื่อความเป็นระเบียบของกองเรือ นอกจากนี้ในกองเรือยังมีเลขานุการ 2 คนเป็นผู้ดูแลด้านเอกสาร เลขานุการอาวุโสคนหนึ่งมาจากกรมพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นกรมที่ต้องจัดหาข้าวสารและฟางหรือหญ้าแห้งสำหรับกองเรือ มีเจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนา 2 คนมาดูแลด้านพิธีการทูต มีโหร 1 คนสำหรับทำนายและพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ ดูปฏิทินและอธิบายปรากฎการณ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์อีก 10 คน ผู้รู้หนังสือต่างประเทศ มาเป็นล่ามบนเรือ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีล่ามภาษาอาหรับ และผู้ที่รู้ภาษาเอเชียกลาง (เตอร์ก - เปอร์เซีย)รวมอยู่ด้วย
       กองเรือมีหมอและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 180 คนเพื่อเก็บรวมรวบสมุนไพรจากต่างแดน มีสัดส่วนเจ้าหน้าที่การแพทย์ 1 คนต่อลูกเรือ 150 คน นอกจากนี้ยังมีช่างฝีมือด้านต่างๆ ไว้ซ่อมแซมเรือหากมีปัญหากลางทะเล ลูกเรือทุกคนตั้งแต่ระดับต่ำสุดจนถึงสูงสุด จะได้รับรางวัลเป็นเงินทอง และเสื้อผ้าจากพระจักรพรรดิเมื่อเดินทางกลับถึงเมืองจีน พวกเขาและครอบครัวจะได้รับรางวัลเป็นพิเศษ หากเสียชีวิตลงหรือบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง
สมุทรยาตราทั้ง 7 ครั้ง 
       การเดินเรือทั้ง 7 ครั้งของเจิ้งเหอมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
       1) ครั้งที่ 1 (ค.ศ.1405-1407 /พ.ศ.1948-1950) เจิ้งเหอเป็นผู้บัญชาการ มีขันที หวังจิ่งหง (Wang Jing hong) เป็นรองแม่ทัพ กองเรือจำนวน 317 ลำ พร้อมด้วยลูกเรือ 27,870 ชีวิต จอดแวะที่จามปา (เวียตนาม) มัชฌปาหิต บนเกาะชวา และเซมูดารา ปาเล็มบัง และ Deli ชายฝั่งด้านเหนือของเกาะสุมาตรา จากนั้นได้เดินเรือไปถึงศรีลังกา และเมืองท่ากาลิกัท ประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกกันว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่แห่งมหาสมุทรตะวันตก (the Great Country of the Western Ocean) กอง เรือของเจิ้งเหอได้ปราบปรามกลุ่มโจรสลัดที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินเรือ บริเวณช่องแคบมะละกา และจับหัวหน้าโจรสลัดซึ่งเป็นคนจากมณฑลกวางตุ้งนาม เฉินจู่อี้ (Chen Zuyi ) มาสำเร็จโทษที่นครนานจิง
       เจิ้งเหอไม่พบร่องรอยของอดีตจักรพรรดิหมิงฮุ่ยตี้ที่สันนิษฐานว่า อาจหลบหนีมาอยู่อาศัยอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี ค.ศ.1407 จีนได้เข้ารุกรานอันนาม (Annam) หรือเวียดนามเหนือ และยึดครองอยู่จนถึงปี ค.ศ.1427
       2) ครั้งที่ 2 (ค.ศ.1407-1409 / พ.ศ.1950-1952) เจิ้งเหอเป็นผู้บัญชาการ มีขันทีหวังจิ่งหงเป็นรองแม่ทัพ รวมทั้ง หู เซียน (Hou Xian) คาด ว่าในการเดินเรือครั้งนี้ กองเรือของเจิ้งเหอได้นำตัวฑูตอยุธยาที่เดินทางไปยังราชสำนักหมิงด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้กลับไปส่งที่เมืองอยุธยาด้วย นอกจากนี้เจิ้งเหอได้แต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่ของเมืองกาลิกัท ในการเดินเรือครั้งที่ 2 นี้ กองเรือจอดแวะที่จามปา สยาม (อยุธยา) มัชปาหิต (Majapahit) บนเกาะชวา และเซมูดารา และ Deli ชาย ฝั่งด้านเหนือของเกาะสุมาตรา จากนั้นได้เดินเรือไปถึงศรีลังกา และเมืองท่ากาลิกัท ประเทศต่างๆ ส่งบรรณาการที่มีค่า รวมทั้งนกและสัตว์หายาก
       เชื่อกันว่า การเข้ามาถึงสยามหรือกรุงศรีอยุธยาของกองเรือเจิ้งเหอในปีนั้น ทำให้มีการเปลี่ยนราชวงศ์ของอยุธยา เจ้านครอินทร์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ผู้เคยไปเยือนและพำนักในราชสำนักหมิงนับปี ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์อยุธยาแทนสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทอง ซึ่งปกครองกรุงศรีอยุธยาอยู่ในขณะนั้น
       3) ครั้งที่ 3 (ค.ศ.1409-1411 / พ.ศ.1952-1954) นอกจากเจิ้งเหอและหวังจิ่งหงแล้ว มี เฟ่ย สิน (Fei Xin) ร่วม เป็นกำลังสำคัญในการนำกองเรือ ในการเดินเรือครั้งนี้ จีนให้ความสำคัญกับเรื่องมะละกามากเป็นพิเศษ มะละกาเป็นเมืองท่าบนชายฝั่งมาเลย์ที่เริ่มมีความสำคัญ ในขณะที่แวะที่เมืองมะละกา เจิ้งเหอได้รับรองอำนาจการปกครองมะละกาของปรเมศวร และมอบตราเป็นทางการประกาศว่ามะละกาเป็นเมืองในความคุ้มครองของจักรวรรดิจีน จีนเพิ่มอำนาจมะละกาเพื่อให้คานอำนาจกับอยุธยาและชวา และเพื่อยืนยันอำนาจการค้าของจีนในช่องแคบมะละกา
       หลังแวะที่เซมูดารา กองเรือแล่นต่อไปยังศรีลังกา ที่นี่ชาวพื้นเมืองเปิดศึกแย่งชิงอำนาจกัน กษัตริย์ของศรีลังกาชื่อAlagakkonara แสดง ท่าทีไม่เคารพโอรสแห่งสวรรค์ และวางแผนโจมตีกองเรือของเจิ้งเหอ กองทหารจีนจึงบุกเข้าไปยึดเมือง จับกุมตัวกษัตริย์ แล้วตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นแทน ส่วนกษัตริย์องค์เดิมถูกกองเรือจีนนำกลับไปนครนานจิง เพื่อให้องค์จักรพรรดิพิจารณาโทษ แต่จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่พระราชทานอภัยโทษให้ ต่อมาเจิ้งเหอนำตัวกษัตริย์ศรีลังกากลับมาส่งที่เดิมในการเดินเรือครั้งที่ 4
       4) ครั้งที่ 4 (ค.ศ.1413-1415 / พ.ศ.1956-1958) การเดินทางครั้งนี้ไปไกลถึงเมืองฮอร์มุซ และอ่าวเปอร์เซียเป็นครั้งแรก กองเรือจอดแวะที่จามปา เกาะชวา ชายฝั่งมาเลย์ ศรีลังกา มัลดีฟส์ เมืองท่าของอินเดีย และฮอร์มุซ ส่วนหนึ่งของกองเรือแล่นไปอ่าวเบงกอล และนำยีราฟกลับมาถวายพระจักรพรรดิ ชาวจีนคิดว่า ยีราฟคือกิเลน สัตว์นำโชคในเทพนิยายของจีน
       ที่เกาะสุมาตรา เจิ้งเหอใช้กำลังทหารจับกุมตัวเซกานดาร์ (Sekanda) ผู้นำกบฏแห่งเมืองเซมูดารา (Semudara) บนเกาะสุมาตรา กลับมาสำเร็จโทษที่นครนานจิง เนื่องจากกษัตริย์ของเมืองที่ชื่อ ซัยนุ อบิดิน (Zaynu-'l-Abidin) ส่งฑูตไปร้องเรียนจักรพรรดิจีนที่เมืองนานจิง การเดินทางครั้งนี้ทำให้กองเรือจีนมีอิทธิพลเหนือน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียอย่างสูง
ในปี ค.ศ. 1415 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงย้ายเมืองหลวงจากนานจิงไปยัง ปักกิ่ง หรือเมือง เป่ยผิง เดิม ในปีนี้กษัตริย์จากมะละกาพร้อมด้วยพระมเหสี และพระโอรส เดินทางไปยังราชสำนักหมิง เพื่อถวายบรรณาการต่อองค์จักรพรรดิ
       5) ครั้งที่ 5 (ค.ศ.1417-1419 / พ.ศ.1959-1962) ในการเดินทางครั้งนี้ กองเรือได้นำคณะทูตต่างแดน 19 คนที่มากับกองเรือของเจิ้งเหอครั้งที่ผ่านมาเพื่อนำบรรณาการมาถวายแด่พระ จักรพรรดิจีน กลับไปส่งยังประเทศของเขาเหล่านั้น ครั้งนี้เจิ้งเหอได้นำกองเรือมหาสมบัติมาเทียบท่าถึงชายฝั่งทวีปแอฟริกา ตะวันออกเป็นครั้งแรก
       ช่วงต้นของการเดินเรือ ขณะแวะจอดที่เมือง ฉวนโจว (Quanzhou) เพื่อคัดเลือกลูกเรือเพิ่มเติมจากหมู่บ้านมุสลิมเล็กๆ ที่ชื่อ ไป่ฉี (Baiqi) ด้านเหนือของเมือง เจิ้งเหอได้เข้าห้ามปรามการประหัตประหารชาวมุสลิมที่นั่น จากนั้นกองเรือได้แวะจอดที่เมืองท่าหลายแห่งในจามปาและชวา ที่ปาเล็มบัง และเมืองท่าหลายเมืองบนเกาะสุมาตรา แวะที่มะละกาบนคาบสมุทรมาเลย์ เกาะมัลดีฟส์ ศรีลังกา โคชินและกาลิกัท จักรวรรดิจีนโดยเจิ้งเหอได้รับรองกษัตริย์องค์ใหม่แห่งเมืองโคชิน ชื่อโคยะรี เพื่อป้องกันการคุกคามจากเพื่อนบ้าน คือเมืองกาลิกัท กองเรือได้สำรวจชายฝั่งอารเบียจากเมืองฮอร์มุซจนถึงเอเดน และชายฝั่งทะเลตะวันออกของอาฟริกา
       การเดินทางครั้งนี้ เจิ้งเหอบันทึกไว้ว่า เจ้าเมืองฮอร์มุซถวายสิงโต เสือดาว และม้า เจ้าเมืองเอเดนถวายยีราฟ เมืองมากาดิซูถวายม้าลายและสิงโต เมืองบราวา (Brava) ถวายอูฐ (เจิ้งเหอบรรยายว่า ซึ่งวิ่งได้ 1,000 ลี้) และนกกระจอกเทศ (เจิ้งเหอบันทึกว่าอูฐที่บินได้)
       6) ครั้งที่ 6 (ค.ศ.1421-1423 / พ.ศ.1964-1966) การเดินเรือครั้งนี้เอง ที่กาวิน แมนซี ได้เสนอทฤษฎีการเดินเรือสำรวจโลกใหม่ของกองเรือมหาสมบัติของจีน ในหนังสือชื่อ 1421 : The Year China Discovered the World (ค.ศ.1421: ปีที่จีนค้นพบทวีปอเมริกา) ว่า ได้ไปค้นพบทวีปอเมริกาก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ถึง 70 ปี พร้อมทั้งได้เดินเรือสำรวจทวีปอเมริกาเหนือ ขั้วโลกเหนือ อเมริกาใต้ ขั้วโลกใต้ กระทั่งข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาถึงทวีปออสเตรเลีย และกลับสู่ประเทศจีนทางด้านตะวันออก ซึ่งถือเป็นการสำรวจรอบโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเดินเรือของโลก
       นอกจากนำตัวคณะทูตจากเมืองฮอร์มุซและประเทศต่างๆ ซึ่งมากับกองเรือครั้งที่ผ่านมากลับไปส่งแล้ว การเดินเรือครั้งนี้กองเรือได้สำรวจชายฝั่งอาฟริกามากกว่าเดิม ที่เซมูดารา กองเรือได้แยกไปสำรวจตามที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ของกองเรือเดินทางไปเอเดน และเมืองชายฝั่งตะวันออกของอาฟริกา
       ปี ค.ศ.1419-23 มีการก่อกบฏที่แคว้นอันนาม
       ปี ค.ศ.1421 ไฟไหม้พระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่อนุญาตให้มีการวิพากวิจารณ์พระองค์ แต่ภายหลังพระองค์กลับสั่งประหารผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์
       ปี ค.ศ.1422 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่วางแผนโจมตีมองโกลทางด้านเหนือ
       ปี ค.ศ.1424 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่สิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทัพไปปราบมองโกล
       ปี ค.ศ.1424 พระโอรสองค์โตของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ขึ้นครองราชย์มีชื่อว่า จักรพรรดิหมิงเหยินจง ชื่อรัชกาล หงชวี่ พระองค์ทรงเชื่อฟังขุนนางลัทธิขงจื๊อ และจะลดการเก็บภาษีที่นำมาใช้จ่ายสร้างกองเรือลง
       ปีค.ศ.1424 พระจักรพรรดิออกพระราชโองการให้หยุดการสำรวจทะเลของกองเรือมหาสมบัติ
       ปีค.ศ.1425 พระจักรพรรดิสิ้นพระชนม์
       ปีค.ศ.1425-1435 องค์ชาย จูจานจี ขึ้นเป็นพระจักรพรรดิ หมิงเซวียนจง เมื่อพระชนม์ได้ 26พรรษา มีนามรัชกาลว่า ซวนเด๋อ(Xuande)
       ปี ค.ศ.1430 กองเรือมหาสมบัติไม่ได้ออกท่องสมุทรมา 6 ปีเต็ม พระจักรพรรดิหมิงเซวียนจงทรงเริ่มมองเห็นว่า ประเทศต่างแดนที่มาถวายบรรณาการแก่ราชสำนักหมิงมีจำนวนลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด คงเป็นเพราะอิทธิพลของจีนในการค้าต่างแดนลดลง พระองค์จึงตั้งปณิธานที่จะฟื้นฟูพระราชอำนาจของราชวงศ์หมิงต่อต่างแดน และจะทำให้ หมื่นประเทศมาเป็นแขกของเรา อีกครั้ง ทรงออกพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1430 มีใจความว่า :
       'รัชกาลใหม่แห่งซวนเด๋อได้เริ่มขึ้นแล้ว และทุกอย่างจะต้องเริ่มกันใหม่ แต่ประเทศต่างแดนไกลโพ้นดูเหมือนจะยังไม่ทราบข่าวนี้ ดังนั้นเราจึงจะส่งขันทีเจิ้งเหอและขันทีหวังจิ่งหงออกไปพร้อมด้วยโองการ แห่งเรา เพื่อแนะนำประเทศเหล่านี้ให้ปฏิบัติตามโอรสแห่งสวรรค์ด้วยความเคารพ และดูแลประชาชนในบังคับบัญชาของตนอย่างดี เพื่อให้มีโชคดีและสันติสุขสืบไป'
       7) ครั้งที่ 7 (ค.ศ.1431-1433 / พ.ศ.1974-1976) เป็นการเดินทางสำรวจทางทะเลครั้งสุดท้ายของเจิ้งเหอ ก่อนการเดินทาง เจิ้งเหอได้เขียนจารึกไว้ที่แผ่นหิน 2 แผ่นที่เมืองฝูเจี้ยน ถึงการออกสำรวจครั้งที่ผ่านๆ มา ซึ่งได้กลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในเวลาต่อมา นอกจากจอดแวะที่จามปาและชวาแล้ว กองเรือยังจอดแวะที่ปาเล็มบัง มะละกา เซมูดารา ศรีลังกา และกาลิกัท ในการเดินทางครั้งนี้เจิ้งเหอได้รับประกาศิตจากพระจักรพรรดิห้ามกษัตริย์ อยุธยามิให้รุกรานราชอาณาจักรมะละกา
       ที่เมืองกาลิกัทนี้ กองเรือชุดหนึ่งได้แยกไปทางชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก ไปยังเมืองมาลินดิ (Malindi) ซึ่ง อยู่ในประเทศเคนยาในปัจจุบัน นอกจากนี้บางส่วนค้าขายแถบทะเลแดง ในขณะที่ลูกเรือบางส่วนแยกไปทำพิธีฮัจญ์หรือแสวงบุญที่เมืองมักกะฮฺ
       จากนั้นขบวนเรือที่แยกไปทั้งหมดกลับมารวมตัวกันที่เมืองกาลิกัท และท่องสมุทรกลับนครนานจิง ระหว่างทางเจิ้งเหอได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 62 และร่างถูกฝังในท้องทะเลลึก ซึ่งครอบครัวของเขาเชื่อกันมาอย่างนี้ ทั้งนี้ตามหลักศาสนาอิสลาม เมื่อมีผู้เสียชีวิตในทะเล จะต้องนำร่างผู้เสียชีวิตมาอาบน้ำศพ ห่อด้วยผ้าขาว หันศีรษะของผู้เสียชีวิตไปทางเมืองมักกะฮฺก่อนจะหย่อนร่างลงท้องทะเล
       ก่อนเสียชีวิตเจิ้งเหอได้สั่งให้นำเส้นผมและรองเท้าของเขากลับไปฝังที่เชิงเขา Nishou นอก เมืองนานจิง ซึ่งสุสานหรือกุโบร์จำลองของเขาก่อสร้างตามแบบมุสลิม เรียกว่า เจิ้งเหอมู่ หรือ สุสานเจิ้งเหอ ได้รับการบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 1985 บนสุสานมีอักษรภาษาอาหรับจารึกไว้เพียง 2 คำเท่านั้นว่า อัลลอฮุ อักบารฺ (Allah Akbar) แปลว่า อัลลอฮฺใหญ่ยิ่ง (Allah is Great)
       ปี ค.ศ.1435 พระจักรพรรดิหมิงเซวียนจงสิ้นพระชนม์ เมื่อจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ขุนนางฝ่ายถือลัทธิขงจื๊อตำหนิว่า การเดินเรือของเจิ้งเหอเป็นการสูญเสียทรัพยากรมหาศาล ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการรุกรานจากคนป่าเถื่อนทางชายแดนตะวันตก จักรพรรดิจีนจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศก่อน และทรงปฏิเสธอย่างแข็งขันเมื่อมีผู้เสนอให้ส่งกองเรือออกสำรวจทะเลอีก ขุนนางฝ่ายต่อต้านการเดินเรือได้ทำลายเอกสารบันทึกและแผนที่การท่องสมุทรของ เจิ้งเหอ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการรื้อฟื้นกองเรือมหาสมบัติขึ้นมาอีก ชนรุ่นหลังจึงเรียนรู้การเดินเรือของเจิ้งเหอส่วนใหญ่จากบันทึกของ มุฮัมหมัด หม่า ฮวน และจารึกบนแผ่นหินเท่านั้น
       ยุคแห่งการขยายอิทธิพลกว้างไกลที่สุดของชาติจีน กลับติดตามมาด้วยยุคที่จีนปิดตัวเองจากโลกอย่างที่สุด ผู้นำของโลกในต้นศตวรรษที่ 15 ได้หันหลังเดินออกจากประตูประวัติศาสตร์ไป ในขณะที่โปรตุเกสกำลังเริ่มต้นส่งกองเรือลงมาสำรวจชายฝั่งทะเลตะวันตกของ ทวีปอาฟริกา และไม่ถึงร้อยปีต่อมา ชาวยุโรปเดินเรือไปทั่วโลก ค้าขายต่างแดน ปฏิวัติอุตสาหกรรม และนำโลกตะวันตกไปสู่ยุคแห่งความทันสมัย ชาวยุโรปยึดอาฟริกา อเมริกา และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเป็นเมืองขึ้น ประเทศจีนเองก็ได้รับผลร้ายกาจของการปิดประเทศในอีก 300 ปีต่อมา
       เจิ้งเหอเป็นผู้ริเริ่มสิ่งที่อาจทำให้ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองกว่าประเทศ ใดๆ แต่โชคไม่ดีที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงองค์ต่อๆ มาปฏิเสธการริเริ่มอันยิ่งใหญ่ของเขา และนับตั้งแต่นั้นมา จีนไม่มีกองเรือใดที่จะยิ่งใหญ่เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับกองเรือมหาสมบัติ ของเจิ้งเหออีกเลย และกว่าที่โลกจะได้รู้จักกองเรือที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็ต้องรอจนถึงเกิดกอง เรือรุกรานสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
'ซำปอกง' เทพเจ้าแห่งการเดินเรือ 
       คุณูปการ ของเจิ้งเหอที่มีต่อชาติจีนและชาวโลกนั้นมหาศาล ชาวจีนทั้งในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กองเรือของเขาเคย จอดแวะ ได้ตั้งศาลสักการะเจิ้งเหอเป็นเทพเจ้าแห่งการเดินเรือ เรียกว่า ศาลเจ้าซำปอกง ทั้งๆ ที่เจิ้งเหอเป็นมุสลิม ศาลเจ้าในแถบตะวันออกเฉียงใต้มีที่สะมารัง จ.ชวาตะวันออก ปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย มะละกา ปีนัง กูชิง กัวลาตรังกานู ในประเทศมาเลเซีย ซูลู ในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไนและในประเทศไทย
       ใน ปี ค.ศ.2005 นักธุรกิจชาวจีนที่สะมารัง อินโดนีซีย จัดสัมมนา และแสดงนิทรรศการเรื่องเจิ้งเหอ แม้ที่นี่มีศาลเจ้า'ซำปอกง' ที่โด่งดังอยู่แล้ว ชาวจีนก็ประกาศว่าจะบูรณะใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
       นอกจากนี้ที่สุราบายา เมืองหลวงของ จ.ชวาตะวันออก ชาวเมืองได้สร้างมัสยิดชื่อ 'มัสยิด มุฮัมหมัด เจิ้งเหอ' เพื่อรำลึกถึงชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำอิสลามมาเผยแพร่ที่เกาะชวา มัสยิดแห่งนี้เปิดเมื่อปี ค.ศ.2003 ก่อสร้างตามแบบศิลปะจีนเช่นเดียวกับมัสยิดหนิวเจี่ย ในกรุงปักกิ่ง ส่วนพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอที่มะละกา เปิดกลางปี ค.ศ.2005 ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือโบราณของมะละกา
เชื้อสายของเจิ้งเหอ 
       แม้ ว่าเจิ้งเหอจะไม่มีลูก เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ ดังนั้นชาวจีนมุสลิมสกุล 'เจิ้ง' ประมาณ 350 คนที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในยูนนาน เจียงสู รวมทั้งอีกหนึ่งสายที่อพยพมาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ทางเหนือของประเทศไทยสามารถภูมิใจได้ว่า ตนสืบเชื้อสายมาจาก 'เจิ้งเหอ' แม่ทัพเรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์หมิงสายเลือดของเจิ้งเหอในประเทศจีนขณะนี้มี 24 รุ่นแล้ว
       หลังจากกลับจากการท่องสมุทรครั้งที่ 3 เจิ้งเหอได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองคุนหยาง สร้างหลุมศพใหม่ให้บิดา รับบุตรชาย-หญิงของพี่ชายเป็นบุตรบุญธรรม เจิ้งเหอได้จารึกสาแหรกของตระกูลตัวเองไว้บนหลุมศพของบิดา การแล่นเรือท่องมหาสมุทร รวมทั้งยังจารึกการก่อสร้างมัสยิด จิ่งจือ (Jingjue) ที่เมืองนานจิงของเขาไว้ด้วย
       หม่า กวง รือ (Ma Kuang Ru) หนุ่มจีนมุสลิม หัวหน้าสมาคมวิจัยเกี่ยวกับเจิ้งเหอในนานจิง กล่าวว่า เจิ้งเหอเป็นผู้ร้องขอต่อจักรพรรดิหมิงไท่จูเพื่อสร้างมัสยิด jingjue โดยจักรพรรดิพระราชทานที่ดินให้ แต่หลังจากผ่านสงครามหลายครั้ง รวมทั้งช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) มัสยิดแห่งนี้เหลือเนื้อที่เพียง 1 ใน 8 ของเนื้อที่เดิมเท่านั้น
       ส่วนรายชื่อผู้สืบตระกูลของเจิ้งเหอ ลูกหลานของเขาได้บันทึกเป็นลายมือเขียนสืบต่อกันมา ในปี ค.ศ.1937 หลี่ ซีฮู (Li Shihou) (ค.ศ.1909-1985) นักประวัติศาสตร์จีนได้ถ่ายสำเนาการสืบวงศ์ตระกูลเจิ้งเหอจากเอกสารฉบับลายมือเขียนไว้เป็นหลักฐาน
       ทายาทเจิ้งเหอสายที่อพยพมาอาศัยอยู่ในจ.เชียงใหม่ ประเทศไทย ใช้นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ อันเป็นนามสกุลที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้าย ได้ประทานให้ เจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เจิ้งชงหลิ่ง เป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างสนามบินเชียงใหม่ เขาอพยพเข้าเมืองไทยในปี ค.ศ.1905 (พ.ศ.2448) คนในตระกูลวงศ์ลือเกียรตินับถือศาสนาอิสลาม
เจิ้งเหอและประเทศไทย 
       ในประเทศไทย เจิ้งเหอเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เจ้าพ่อซำปอกง (ซานเป่ากง) วัดซำปอกง หรือชื่อทางการ วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรเป็นเพราะความเข้าใจ ผิด กล่าวคือ ชาวจีนผู้นับถือพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งได้นมัสการหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้เขียนหนังสือจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ซำปอฮุดกง ซึ่งแปลว่าพระเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือซำปอกง อ่านเห็นเป็นซำปอกง จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกง และได้มาเซ่นไหว้ซำปอกงเรื่อยมา ด้วยเหตุนี้มีนักเขียนไทยบางคนคิดว่า เจิ้งเหอได้เปลี่ยนศาสนามาถือพุทธ
เจิ้งเหอและโลกอิสลาม 
       หม่า ฮวนไม่ได้บันทึกถึงการประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะฮฺของเจิ้งเหอ และไม่มีหลักฐานอื่นใดจารึกเรื่องการทำฮัจญ์ของเขา ในขณะที่ทั้งรายการสารคดีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน และรายงานของกองทัพจีน ระบุว่า เจิ้งเหอบรรลุความฝันอันยิ่งใหญ่ของตน คือได้ไปแสวงบุญที่เมืองมักกะฮฺในการท่องสมุทรครั้งที่ 4 นอกจากนี้เขาได้ไปเยี่ยมหลุมฝังศพของศาสนทูตมุฮัมหมัดที่เมืองมาดีนา ส่วนลูกหลานของเจิ้งเหอในประเทศไทยสันนิษฐานว่า เจิ้งเหอได้ทำฮัจญ์ในการเดินเรือครั้งที่ 4 หรือครั้งที่ 5 ในขณะที่Levathes ผู้เขียนหนังสือเรื่อง เมื่อครั้งจีนครอบครองท้องทะเลโลก (When China Rules the Seas) สันนิษฐานว่า หากเจิ้งเหอได้ไปทำฮัจญ์จริง ก็น่าจะไปในการเดินเรือครั้งสุดท้าย
       ส่วนศาสตราจารย์ จู ฮุย รง (Zhu Hui Rong) หัว หน้าสมาคมวิจัยเกี่ยวกับเจิ้งเหอในยูนนานกล่าวว่า 'จากการศึกษาวิจัยอย่างลึกของเรา สามารถยืนยันได้ว่า เจิ้งเหอมาจากครอบครัวมุสลิมที่เคร่งครัด ครอบครัวของท่านเป็นฮัจญีถึง 4 รุ่น แม้แต่เจิ้งเหอเองก็เป็นฮัจญี ท่านได้ไปทำฮัจญ์ในการเดินเรือครั้งใดครั้งหนึ่งของท่าน'
       ที่เจิ้งเหอปาร์ค หรือ สวนสาธารณะเจิ้งเหอที่เมืองจิ้นหนิง ยูนนาน บ้านเกิดของเจิ้งเหอ ที่ซึ่งสุสานของบิดาเจิ้งเหอ 'ฮัจญีหม่า' ตั้งอยู่ ในพิพิธภัณฑ์มีคัมภีร์อัล-กุรอ่านวางอยู่ในตู้กระจก กลางห้องโถงมีป้ายตัวอักษรอาหรับเขียนสไตล์จีนแขวนเด่นชัดอ่านว่า 'ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ มุฮัมมาดัล รอซูลุลลอฮฺ' แปลว่า 'ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมหมัดคือศาสนทูตของพระองค์' (There is no god but Allah and Muhammad is his messenger)
       นอกจากเจิ้งเหอแล้ว ขันทีหวังจิ่งหง รองแม่ทัพของเจิ้งเหอก็เป็นมุสลิม พวกเขารวมทั้งลูกเรือมีส่วนอย่างมากในการเผยแพร่อิสลามให้แก่ชาวพื้นเมือง ที่อินโดนีเซียในช่วงราชวงศ์หมิง ขันทีหวังจิ่งหงเสียชีวิตจากเรืออัปปางนอกชายฝั่งทะเลเกาะชวา ขณะนำสาส์นของพระจักรพรรดิหมิงเซวียนจงมาทูลกษัตริย์สุมาตรา เรื่องพระอนุชาของกษัตริย์ฯ สิ้นพระชนม์แล้วขณะพำนักที่ราชสำนักหมิงหลังถวายบรรณาการแด่พระจักรพรรดิ เนื่องจากทนภาวะอากาศหนาวไม่ได้
       ในบริเวณศาลเจ้าของชาวจีนที่สะมารัง เกาะชวา มีหลุมศพแบบอิสลามของหวังจิ่งหงและของกัปตันเรือของเจิ้งเหออีกหลายคนเช่น Kiai Juru Mudi, Dampu Awang, Duogong นอก จากนี้เชื่อกันว่าในปี ค.ศ.1413 ขณะที่เจิ้งเหอต้องพำนักที่สะมารัง 1 เดือนเพื่อซ่อมแซมเรือ เขาและลูกเรือไปที่มัสยิดจีนที่สะมารังบ่อยมาก
       การที่จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ให้เจิ้งเหอเป็นแม่ทัพของกองเรือมหาสมบัติ สาเหตุนอกจากความสามารถส่วนตัวของเจิ้งเหอแล้ว น่าจะมาจากการที่เจิ้งเหอเป็นมุสลิม การติดต่อสัมพันธ์กับประเทศด้านตะวันตกของจีนซึ่งส่วนใหญ่นับถืออิสลามจึง เป็นไปด้วยความราบรื่น รวมทั้งขณะนั้นอาณาจักรอิสลามในแถบตะวันออกกลางและเอเชียกลางกำลังรุ่งเรือง ทั้งด้านวิทยาการและกำลังทหาร ทั้งนี้ในปี ค.ศ.1453 หลังจากเจิ้งเหอเสียชีวิตได้ 20 ปี กองทัพเตอร์กมุสลิมยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ เป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรไบเซนไทน์ หรือโรมันตะวันออก
       นอกจากนี้ แม้ชาวโลกส่วนใหญ่รวมทั้งชาวจีนเองเพิ่งรู้จักเจิ้งเหอเพียง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ แต่นักวิชาการโลกอาหรับกลับรู้จักเจิ้งเหอมาตลอด ในประวัติศาสตร์ของอาหรับได้กล่าวถึง นักสำรวจมุสลิมชาวจีนเชื้อสายเอเชียกลางที่ชื่อ 'เช็งโห' ผู้เคยนำกองเรือจากจีนมาติดต่อค้าขายกับโลกอาหรับต้นศตวรรษที่ 15
เจิ้งเหอและซินแบด
       นักประวัติศาสตร์บางราย รวมทั้งคอลัมนิสต์หลายราย ได้ตั้งคำถามและข้อสังเกตว่า ตัวละครบันลือโลก 'ซินแบด' (Sinbad the sailor) ใน นิทานอาหรับราตรี พันหนึ่งทิวา (The Book of One Thousand and One Nights หรือ Arabian Nights) นั้น ผู้เล่าเรื่องอาจได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องเล่าของชาวทะเลที่ติดต่อค้าขาย หรือทำงานให้กับกองเรือของเจิ้งเหอ เพราะเรื่องราวของคนทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน 2 เรื่องคือ
        1) ชื่อของซินแบดและชื่อของเจิ้งเหอออกเสียงคล้ายคลึงกัน ซึ่งชื่อหนึ่งของเจิ้งเหอคือ 'ซานเป่า' (Sanbao) คล้ายคลึงชื่อซินแบดที่ออกเสียงตามภาษาเปอร์เซียว่า 'ซินดิบาด' (As-Sindibad)
        2) จำนวนครั้งของการออกท่องทะเลของคนทั้งสองเท่ากัน ซินแบดเดินทางท่องทะเล 7 ครั้งเช่นเดียวกับเจิ้งเหอ


ข้อมูลจากเว็บwww.jihadforjannah.com

จดหมายข่าว
Advertisment
Facebook
โพล
  • คุณเรียนภาษาจีนไปเพื่อ
    เรียนต่อ
    ทำงาน
    ท่องเที่ยว
    ชอบภาษาจีน
    มีแฟนเป็นคนจีน

+++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++
eXTReMe Tracker
++++++++++++++
ปฎิทิน
July 2017
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
     
สถิติ
เปิดเมื่อ14/08/2011
อัพเดท25/04/2017
ผู้เข้าชม13107634
แสดงหน้า26080224